3 ข้อ ที่ต้องอ่านก่อนเลือกผ้าม่านBlackout

ผ้าม่าน ที่เป็นที่นิยมของคนไทยอันดับ 1 ในวันนี้ คือ ผ้า Blackout เนื่องจาก หลายคนชอบนอนมืดๆ และต้องการให้ผ้าม่านกันแสงแดดแรงๆ ได้ ทำให้ผ้า Blackout เป็นที่นิยม แต่ทั้งนี้ การเลือกผ้า Blackout ก็มีความสำคัญมาก เพราะ ถ้าไม่เข้าใจอาจจะทำให้ ได้ผ้าม่านที่ไม่ตรงกับความต้องการได้
 
 
วันนี้ iCurtain มีความรู้ และ เทคนิคในการเลือกมาฝากครับ
ก่อนอื่นเรามารู้จักว่าผ้าม่าน Blackout เป็นผ้าม่านที่มีคุณสมบัติทึบแสง เนื่องจาก มีการเคลือบหรือซับด้านหลังจึงสามารถกันแสงได้สูงสุดถึง 100% ทำให้ห้องมืด และ ช่วยลดความร้อนจากแสงแดดได้

กรุณากรอกข้อความ...

1. ผ้า Blackout มืดเพียงพอหรือไม่
 
ผ้าม่าน Blackout เป็นผ้าม่านที่มีคุณสมบัติทึบแสง แต่ละร้านผ้าม่านจะเรียกไม่เหมือนกัน บางร้านผ้าม่านที่ทึบแสง 100% เท่านั้นจึงจะเรียก ผ้า Blackout ในขณะที่บางร้านนับรวมผ้า Dimout ที่กันแสง 85% 90% 95% เป็นผ้า Blackout ด้วย ซึ่ง และ วิธีการทดสอบที่ง่ายที่สุดคือ การเอาไฟฉายจากมือถือส่องผ่านหลังผ้า เพื่อดูระดับการกรองแสงว่าเพียงพอกับที่เราต้องการหรือไม่
 
Tips : ผ้าม่าน Blackout สามารถลดเสียงสะท้อนจากภายนอกห้องได้อีกด้วย

2. รูปทรงของผ้าม่าน
 
เนื่องจากผ้า Blackout ที่นำมาทำผ้าม่านแต่ละชนิดจะทิ้งตัวไม่เหมือนกัน เพราะการเคลือบวัสดุด้านหลังมีผลต่อทรงของทรงผ้าเป็นอย่างมาก บางแบบเป็นลอนสวยงามไม่บานออกแม้จะไม่รีดอัดจีบ บางแบบรูปทรงจะมีความแข็งตัว บางแบบจะบานออก แต่บางแบบก็สามารถ อัดจีบให้เป็นทรงได้ ซึ่งทรงผ้าม่านเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ลูกค้าได้มีห้องที่สวยตรงตามความต้องการ
 
วิธีสังเกตตัวผ้า Blackout คือ ต้องดูผ้าจากผลงาน หรือ นำผ้าชิ้นนั้นขนาดใหญ่เอามาลองจับลอนที่หัวผ้าแล้วปล่อยให้ชายทิ้งตัวตามธรรมชาติ จะทำให้เราพอเห็นทรงของผ้าม่านคร่าวๆ ได้ ถ้าโครงสร้างแนวตั้งชายผ้าจะไม่บานออก แต่ถ้าส่วนชายผ้าบานออก จะเป็นเพราะผ้าที่มีโครงสร้างแนวนอนซึ่งจะทำให้ไม่สวยเมื่อติดตั้ง ยกเว้นกรณีที่ลูกค้าชอบผ้าม่านแบบอัดจีบ
 
Tips : ผ้าที่ทำผ้าม่านแล้วทิ้งตัวเป็นลอนไม่บานออกแม้ไม่รีดอัดจีบ เป็นที่นิยม สำหรับตัวที่ลูกค้าเลือกมักจะมีลาย หรือ โครงสร้างแนวตั้ง มากกว่าแนวนอน

3. การดูแลรักษา เนื้อผ้า แต่ละชนิด
 
ในการทำความสะอาด ผ้าม่าน Blackout จะต้องดูว่าผ้าม่าน Blackout เป็นแบบใด ซึ่งแบ่งได้เป็น 3 ชนิด ได้แก่
1.ชนิดเคลือบโฟม : เป็นผ้าม่านที่เคลือบด้านหลังด้วยโฟม มีความหนามากกว่าผ้าม่าน Blackout ชนิดอื่นๆ ในความหนาจะช่วยกันแสง และยังช่วยซับเสียงได้บางส่วน ข้อควรระวังคือ เรื่องของการหลุดของโฟม ซึ่งง่ายมากๆ อาจจะมาจากการขีดข่วน หรือ การติดกันของเนื้อโฟม ในส่วนของการซักจะทำได้ค่อนข้างยาก เพราะเวลาตากแล้วเนื้อโฟมมักจะติดกัน หลายๆร้านไม่รับซักผ้าหลังโฟม และ หลายคนเลือกที่จะใช้จนเก่าแล้วทิ้งโดยไม่ซัก ซึ่งไม่เหมาะกับผ้าที่ติดฝุ่นง่าย
 
2.ชนิดเคลือบซิลิโคน : พัฒนาขึ้นมาจากชนิดเคลือบโฟม โดยเคลือบด้านหลังของผ้าด้วยซิลิโคน ช่วยเพิ่มน้ำหนักให้ผ้าม่านทิ้งตัว ขึ้นลอนสวย และรักษารูปทรงได้ดี การดูแลรักษา ชนิดเคลือบซิลิโคนสามารถซักและรีดได้ เพราะมีความยืดหยุ่นมากกว่าชนิดเคลือบโฟม แต่การรีดผ้าม่านต้องใช้ไฟอ่อนเท่านั้น โดยจะรีดจากด้านหน้าของผ้า ไม่รีดด้านที่เป็นซิลิโคน และ ต้องระวังเรื่องการยับของผ้าที่เป็นรอยหักให้ดี เพราะบางกรณีไม่สามารถรีดลบรอยยับนั้นได้
 
3.ชนิดหลังผ้า : หน้าและหลังจะใช้ผ้าเดียวกันแทรกด้วยยางดำอยู่ชั้นกลาง แล้วรีดอัดเป็นผืนเดียวกัน สวยงามทั้ง2ด้าน การดูแลรักษา ชนิดหลังผ้า สามารถซักได้ แต่ตัวเนื้อผ้าจะแข็งกว่าสองแบบแรก บางตัวไม่ทิ้งตัวเป็นลอนโค้ง ตอนเลือกต้องลองดูทรงของผ้าม่านให้ดีว่าเป็นแบบที่ต้องการหรือไม่ อีกทั้งผ้าบางตัวก็ยับง่าย
 
Tips : ทั้ง 3 กรณี ทีมงานออกแบบของ iCurtain จะช่วยลูกค้าในการแชร์ประสบการณ์ให้คำแนะนำลูกค้าได้เป็นอย่างดีครับ